Profilo di Wipraimaஐ(。・ω・) Ma[T]H...tha ~ L...FotoBlogElenchi Strumenti Guida

Blog


18 marzo

21 ปี กับ 1 วัน

 
 
คุณรู้ไหม เวลามีค่าแค่ไหน ?
 
ถ้าอยากรู้ว่าหนึ่งปีมีค่าเพียงใด
ให้ถามนักเรียนที่สอบไล่ตก


ถ้าอยากรู้ว่าหนึ่งเดือนมีค่าเพียงใดให้

ถามมารดาที่ต้องคลอดบุตรก่อนกำหนด


ถ้าอยากรู้ว่าหนึ่งสัปดาห์มีค่าเพียงใด

ให้ถามบรรณาธิการหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์


ถ้าอยากรู้ว่าหนึ่งชั่วโมงมีค่าเพียงใด

 ให้ถามคู่รักที่ต้องรอเวลาจะพบกัน


ถ้าอยากรู้ว่าหนึ่งนาทีมีค่าเพียงใด

ถามคนที่พลาดรถไฟ รถประจำทางหรือเครื่องบิน


ถ้าอยากรู้ว่าเสี่ยววินาทีมีค่าเพียงใด

 ให้ถามนักกีฬาโอลิมปิคที่ได้เหรียญเงิน

 

นี่แหละคุณค่าของเวลา


เวลาไม่เคยรอใคร เราควรใช้เวลาทุกขณะอันมีค่ายิ่งให้ดีที่สุด
แล้วคุณล่ะคุณคิดว่าคุณใช้เวลาของคุณอย่างเต้มที่รึเปล่า ?

 

ที่มา : Fwd mail

... เราเป็นคนหนึ่งที่รู้สึกแล้วว่าเวลามีค่ามากเพียงใด เวลาที่เหลืออีกวันเดียวของเราก่อนที่จะบินไปประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ซึ่งใครหลายคนใฝ่ฝันจะไป ที่ซึ่งไม่อาจรู้ได้ว่าอะไรจะรอเราอยู่ - ช่วงเวลา1อาทิตย์ที่ผ่านมา เราก้อเหมือนกับเด็กที่จะไปต่างประเทศคนอื่นๆที่ง่วยอยุ่กับการจัดของ แต่สิ่งหนึ่งที่เราได้รับรู้ คือความห่วงใยจากใครหลายๆคน ทั้งจากครอบครัว และจากเพื่อนฝูง ถึงแม้การเดินทางครั้งนี้ ถ้านับๆดูแล้วก้ออาจจะเปนการไปแค่ไม่นาน แต่บางทีการที่เราต้องไปเจออะไรใหม่ๆก้อทำให้กังวลได้เหมือนกัน หลายครั้งที่เราเลิกความคิดที่จะเดินทางครั้งนี้ หลายครั้งที่ต้องปลอบตัวเองเองว่า มันก้อเหมือนกรที่เราไปเที่ยวต่างจังหวัดกับเพื่อนๆติดๆกันนานไปหน่อย และใช่อีกไม่นานเราก้อจะกลับมา .. ถึงแม้จะยังมีความกังวลบ้าง แต่เราก้อจะเดินหน้าต่อไป ..

... และตลอด3เดือนนี้ก้อคงต้องทนเหงาที่จะไม่ได้เจอใครๆที่ได้ตื่นมาเจอกันทุกๆเช้า กินข้าวด้วยกัน คุยกันมาตลอด 21 ปี ไม่ได้เจอเพื่อนๆที่ถึงจะไม่ได้เหนหน้า แต่ก้อยังคอยส่งเสียงมาหากันอยู่เสมอๆ

เอาล่ะ ไม่อยากอัพแล้วเด๋วจะกลายเปนบล็อกเส้าไป เดินหน้าต่อไปดีก่า 55+

 

.. แล้วเจอกันในอีก 3 เดือนนะ ..


 

26 febbraio

ตัวแทน ..

 
    ... ก่อนอื่นต้องขอแสดงความยินดีกับพี่สาวที่จบการศึกษา และจะรับปริญญาวันเสาร์นี้(28 ก.พ.) และก้อมีการซ้อมใหญ่ไปเมื่อวาน แบบว่าร้อนโคดๆที่สวนอัมพร อยู่ที่อื่นก้อแทบจะละลายแล้ว แต่พอมาที่นี่ระเหิดได้ได้อ่ะ - -" แถมคืนก่อนหน้านั้นก้อไม่ได้นอนเรย - ตื่นเต้นมาก พี่สาวตรูจะรับปริญญาๆตื่นเต้นๆ นอนไม่หลับเรย แน่นอนว่าคนที่บ้านคนอื่นๆก้อเช้นกัน ทุกคนตื่นเต้นแทนมันหมด แต่ตัวมันนอนหลับสบ๊ายยยย พอถึงเมื่อวานรูปออกมาเรยมีมันสวยอยู่คนเดียว ส่วนชั้นนี่หยังกะซากศพ ไปมันโทรมๆ หน้ามันๆอย่างนั้นเรย(จิงๆจะแต่งหน้าไปละ แต่เหนอากาศร้อน กลัวจะเยิ้มมม 555+)
 
    และแล้วคับเนื่องจากเปนครอบครัวตัวกลมอามรณ์ดี ก้อไม่พลาดที่จะมีเรื่องฮาๆ ..
(อันนี้โดย พี่สาว)
พี่ : (ใส่ชุดครุยอยู่)ร้อนว่ะ ..
วิ : อื้มม ..
พี่ : ร้อนเพราะไปชุดครุยนี่แหละ
วิ : อื้ม .. ถอดก้อไม่ได้เนอะ
พี่ : เออนั่นดิ .. ถอดแล้วค่อยเอาภาพไปแต่งโฟโต้ชอปใส่ครุยที่หลังไม่ได้ออ?
วิ : มันได้ซะที่ไหนล่ะ - -"
( .. ผ่านไปซักพัก .. )
พี่ : งั้นถ่ายรูปเพื่อนชั้นแล้วเอาไปโฟโต้ชอปชั้นเข้าทีหลังได้ป่ะ?
วิ : - -"
 
 อีกเรื่อง ..
(อันนี้ตอนเดิน MBK วันนี้)
.. คือระหว่างเดินดูของกะเพื่อนอยู่หน้าร้านแห่งหนึ่ง พอดีว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งเธอเดินมาธรมมดาๆ(อ่าว) - คือเดินอ่ะธรรมดาไง แต่ชุดเทออ่ะไม่ธรรมดา ประมาณว่าใส่บิกีนี่เดินอ่ะ แล้วผ้ามันแบบว่าเปนผ้ามันๆ เลื่อมๆ สีเงินอ่ะ แล้วแบบเทอหุ่นดีมากกกกจิงๆ เหมือนนางแบบเรย หน้าตาก้อออกแนวญี่ปุ่น จิ้มลิ้ม น่ารัก คือเดินผ่านใครก้อมีแต่คนมองตาม และแน่นอนว่าเรากะเพื่อนก้อด้วย ..
 
เพื่อน : โหหห .. สุดยอดอ่ะ
วิ : อื้อ
เพื่อน : แกดูดิ หุ่นดีมากเรย มีแต่คนมองตามเรยอ่า
วิ : เออ นั่นดิ
เพื่อน : แม่ง อยากมีคนมองอย่างนี้มั่งว่ะ
วิ : เฮ้ยย .. อย่าคิดมาก ถ้าชั้นใส่แบบนั้นมาเดินบ้างก้อมีคนมองเหมือนกันแหละ ชั้นว่ามองมากกว่าที่มองเค้าอีก 555+
เพื่อน : - -"
 
20 febbraio

I don't care!!

 
     .. เรื่องมันมีอยู่ว่า วันนี้(20 ก.พ. 52)ม่ายมีครายจะอยุ่บ้านเรย ประมกอบกับข้าพเจ้าไม่มีเรียน ก้อเรยขออยู่บ้านเปนหลานกตัญญูซะโหน่ย ฮุ ฮุ - ขอบอกว่าวันเน้ร้อนมากๆๆๆเรย แต่จะให้หยิบเสื้อบางๆมาใส่ก้อใช่ที่ ครั้นจะใส่ลายดอกสุดระบายอากาศก้อเหนจะเร็วไปหน่อย สุดท้ายเรยจบลงที่เสื้อยืด"I don't care."ที่บางพอดีๆแบบไม่น่าเกลีดนัก และใส่นอนตากพัดลมจนสัก 10โมงเหนจะได้ ก้อเรยออกไปตัดผมที่ร้านเดิม และทรงเดิม แต่ผลออกมาว่ามันได้ทรงเดิมจิงๆ แบบว่าสั้นเต่อสุดๆแบบ"เดิม"ตอนแรกเรยอ่ะ - -"
 
     คือ พอตัดออกมาก้อเสียเซลฟ์อยู่แล้ว แต่ไคล์แมกซ์มันอยุ่ตรงที่เดินไปรอรถเมล์ไปโลตัส ก้อมีนักศึกษาหลายคนยืนอยู่อ่ะนะ แต่มีนังสองคนที่มันมาเจ๋อนินทาให้เราได้ยิน แล้วชี้ชวนกันดูทรงผมเราประมาณว่า "แกๆดูทรงผมน้องคนนั้นดิโคดฮาเรย เจ๊แกโคดมั่นอ่ะตัดทรงนี้" อีอีกคนก้อเปนลูกคู่เรย "อ่าว ก้อแกไม่เหนเค้าใส่เสื้อออ .. ไอด้อนแคร์ คงไม่แคร์ใครเจงๆอ่ะตัดทรงนี้" .. ตอนนั้นฟังแล้วแบบ กูผิดไม๊เนี่ยยยยยย!!!! ในใจคิดว่าจะกลับบ้านดี รึจะไปโลตัสดี แต่รถมันมาพอดีเรยยขึ้นไปอย่างงงๆ สรุปคือไปโลตัส 55+
 
     แล้วๆๆๆ .. ประเด็นอีกทีมันอยู่ตอนทานอาหารเยนที่บ้าน พอพ่อเหนพ่อก้อถามว่า ร้านไหนแกล้งมา เราก้อได้แต่หัวเราะเหอะๆๆ ซักแปปปู่หันมามองแล้วพูดว่า "ชั้นเคยบอกแล้วไง ตัดผมวัยรุ่นสมัยนี้ง่ายจะตาย แค่ทำให้มันดูทุเรศๆเข้าไว้" ... ตอนนี้ชักเริ่มรุสึกว่าหัวตัวเองตอนนี้มันแย่มากๆๆแล้วอ่า T_T
 
 
25 gennaio

ความสำเร็จของเพื่อน และความรันทุรังของเรา

 
    ก่อนอื่นเรยต้องขอแสดงความยินดีอีกรอบกับบัณฑิตใหม่ของมหาวิทยาอัสสัมชันทุกคน พี่เอิ้ล รวมทั้งแกด้วยนะไอนุ(ถึงแกจะไม่มาอ่านก้อเหอะ) เมื่อวานเรามีโอกาสได้ไปงานรับปริญญาของเพื่อนมา ขยันสุดยอดจบสามปีครึ่ง ซึ่งงานมอบปริญญาบัครนี้ก้อจัดที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิตติ์ แล้วคือแค่ลำพังงานรับปริญญาคนก้อเยอะอยู่แล้ว เมื่อวานยังเปน"วันจ่าย"ของคนจีนอีกตะหาก โอ้โห!!คนเยอะx2 แบบว่าไม่ว่าจะไปที่ไหน ไปยังไง ก้อเจอแต่ คน คน คน ทำให้เราไม่สามารถเอารถไปถึงศูนย์ประชุมได้ ในที่สุดก้อต้องจอดไว้ที่คาร์ฟูร์รัชดาฯ แล้วก้อนั่งใต้ดินไป แล้วก้อนะอย่างที่บอกใต้ดินก้อได้ดินเหอะ คนโค้ดดดเยอะเรย หยั่งกะอาณาจักรไส้เดือน เยอพเปนเรือนพันเรือนหมื่นเรยทีเดว ..
 
    และในที่สุดเมื่อเราไปถึง พอขึ้นไปบนดินจนได้ - -" ปรากฎว่าบนดินคนยิ่งเยอะกว่าตะเก๊อี๊กกก!!! ซวยแล้วตูจะหาเพื่อนเจอไหมเนี่ย ก้อเรยเอาวะลองเสี่ยงดวง โทรหามันดู(ตอนรับปริญญาปีที่แล้ว เราเหนเหตุการณ์ที่มือถือบัณฑิตแบตหมดแล้วทำให้ติดต่อใครไม่ได้เยอะมาก - เพราะฉะนั้นจะแนะนำ และเตือนตัวเองไว้เรยว่า ตอนรับปริญญานะ ตูจะเกณฑ์คนที่บ้านมาถือโทรศัพท์ไว้เรย แล้วจะให้ถือไว้ซะสามเครื่องเผื่อแบตหมด) ..
First call
 
วิ : (โทรหามัน) .. ตรู๊ดดด ..
นุ : ฮัลโหล 
วิ : เฮ้ย .. แกอยุ่ไหนวะตอนนี้
นุ : ออ .. นุมารับปริญญาอ่ะคับวันนี้
วิ : เออ .. กูรู้แล้ว แล้วเมิงอยู่ที่ไหนอ่ะ กูมางานเมิงเนี่ย
นุ : ออ อยู่ศูนย์สิริกิตติ์อ่ะคับ มาถึงแล้วบอกนะคับ .. กรึ๊ก(วางสาย) ..
วิ : "อีนุ กูมาถึงแล้ววววว!!!"(ไม่ทัน)
 
Second call
 
นุ : ว่าไง ถึงแล้วออ?
วิ : เออ .. ถึงตั้งแต่โทรมาครั้งที่แล้วละ
นุ : อ่าว แล้วทำไมไม่บอก
วิ : (คิด : เมิงรอกูบอกป่ะล่ะ?) เออช่างเหอะ .. แล้วตอนนี้แกอยุ่ไหน?
นุ : ออ .. อยุ่ข้างหน้างานเรยอ่ะ
วิ : เชๆ
นุ : (อย่างรวดเร็ว) เชๆ .. งั้นเจอกันนะ .. กรึ๊ก ..
วิ : "เฮ้ยย เด๋วววว"(ไม่ทัน)
 
Thrid call
 
วิ : แกอยู่หน้างานประตูไหนอ่ะ?
นุ : ออ .. ตอนนี้เรากลับเข้ามาใหม่แล้วอ่ะ
วิ : (คิด : ถ้าเมิงไม่ใชบัณฑิต และกูใกล้กู กูตื๊บเมิงไปละ) อ่ะนะ .. แล้วเมิงอยุ่ที่ไหนตอนนี้?
นุ : อยู่ในห้องรับปริญญาอ่ะ
วิ : อ่าว .. แล้วเราจะเข้าไปได้ออ?
นุ : ด้ายยย .. เข้าได้ทุกคนแหละ รีบมานะ ..กรึ๊ก..
 
Forth call
 
วิ : ห้องรับปริญญาไหนอ่ะ?
นุ : มีอยู่ห้องเดวอ่ะ เจอกันนะ ..กรึ๊ก..
 
 
Fifth call
วิ : แล้วชั้นจะไปได้ยังไง?
นุ : ก้อเดินมาไง เจอกันนะ .. กรึ๊ก ..
วิ : "สาดดดด"
 
Sixth call -"-
 
วิ : (หลังจากพาตัวเองมาที่ห้องรับปริญญาที่มีห้องเดียวของมันได้แล้ว) แกอยู่ไหนของห้องรับปริญญาอ่ะ?
นุ : อยู่ในห้องอ่ะ
วิ : เนี่ย .. ชั้ยอยุ่ในห้องเนี่ย แกอยู่ตรงไหน?
นุ : แล้ววิไปรมาอยุ่ตรงไหนอ่ะ?
วิ : อยู่ตรงป้าย Congratulation ที่ยาวๆ ใหญ่ๆอ่ะ
นุ : เฮ้ยยย .. ชอบยาวๆ ใหญ่ๆก้อไม่บอก
วิ : (คิด : เดี๊ยะกูตื๊บให้) เออ .. ช่างชั้น
นุ : เชๆ .. เด๋วไปหา
 
.. (ซักพัก) ..
มันก้อโทรกลับมา
นุ : วิไปรมาอยู่ตรงไหนนะ?
วิ : อยู่ตรงป้าย Congratulation ที่ยาวๆ ใหญ่ๆอ่ะ
นุ : ออ .. ไหนอ่ะ ไม่เหนมีเลย
วิ : อยู่เจงๆ อยู่ใต้ป้ายเรยเนียะ
นุ : ป้ายสีเหลืองๆป่ะ?
วิ : ไม่ช่ายย .. สีขาวต่างหาก ที่ยาวๆ ใหญ่ๆที่สุดอ่ะ
นุ : .. ตกลงวิไปรมาอยุ่ที่ไหนเนี่ย? ..
วิ : ก้ออยู่ในห้องง๊ายยย
นุ : ออ !!! เด๋วไปหานะ
 
และในที่สุด ก้อได้เจอมันซะที ได้แสดงความยินดี ทั้งที่เหนื่อยมากๆ เฮ้อออ - -"
 
23 gennaio

เป๊ปซี่กรีน - เกี่ยวกะ Earth warming ไหมเนี่ย?

 
    .. คือ ตะกี้สดๆร้อนๆ เราไปหาไปกินแบบว่า .. ทำโปรเจคมานาน เบื่อแล้ว ปวดตา หาไรทำแก้เซง ลงไปเอาของมากิน ปรากฎหนมซองๆไม่มีเรย มีแต่เถ้าแก่น้อยของพี่เต็มตู้เรย - -" เรยเดินๆกะหาน้ำหวานๆกิน ปรากฎไปเจอ เป๊ปซี่กรีน เปนผลิตภัณฑ์ใหม่(รึเปล่า?)ของเป๊ปซี่(เหมือนเคยเหนไปเนตว่า ที่ญี่ปุ่นมีเป๊ปซี่ไลท์ .. คือเปนเป๊ปซี่สีขาวอ่ะ) มาพูดถึง เป๊ปซี่กรีน กันต่อ ..
 
    เนื่องด้วย ณ ขณะนั้นฟีลแบบว่า สมองกะลังบรรเจิดไปด้วยไอเดีย เพราะอยู่ในขณะเพิ่งหยุดพักหลังจากทำโปรเจคมานาน ทำให้เราเรยคิดอะไรแผลงๆว่าไอเป๊ปซี่กรีนนี่มันจะเกี่ยวของอะไรกับพวกรณรงคลดโรคร้อนป่าวหว่า? แบบ think green ไรแบบนี้ ว่าแล้วก้อสงสัยต่อไป ว่ารสชาติมันจะเปนยังไงหว่า มันจะเหมือนเป๊ปซี่ธรรมดาอ่ะเป่า? - และเนื่องจากเรา เหล่านิสิตคณะวิทยาศาตร์ถูกปลูกฟังมาไม่ให้เชื่อในสิ่งที่เห็น ให้เชื่อในผลการทดลอง เราก้อเรยทดลองมันดูซะหน่อย .. ผลลัพธ์ที่ได้ก้อคือ เรารุสึกว่า อีเป๊ปซี่กรีน เนี่ยรสชาติมันห่วยแตกมากๆเรยอ่ะ รุสึกว่ารสมันไม่เหมือนเป๊ปซี่ แต่มันก้อเหมือนกะไรบอกไม่ถูกรู้แต่ไม่ชอบ แต่ด้วยสมบัติของมันมั้ง กินไปอึกเดวมันยังติดที่ลิ้นอยู่เรยอ่า - พูดถึงตอนนี้ทำให้เรารุสึกถึงคำพูดของเพื่อนที่ภาคเราคนนึงแบบว่าตอนนั้นนั่งกินข้าวกันอยู่ แล้วพอดีไอแนนมันไปซื้อ แลคตาซอยแบล็กมากิน เราก้อบอกไปว่ามันไม่เหนจาอร่อยเรยไรทำนองนี้ แล้วก้อ .. ออกทะเลเจ้าข้าเอ๊ย คุยไปคุยมาพูดถึงเรื่องแฟนต้าลื้นจี่ ซึ่งเราให้ความเหนไปว่า "คือเรากินแล้วรุสึกว่า ลิ้นจี่มันควรจะกลับไปเปนลิ้นจี่อย่างเดิมอ่ะ ไม่น่ามาเปนแฟนต้า" แต่ คุณไมค์ เพื่อนภาคเราคนหนึ่งกลับเปนแฟนของแฟนต้าลิ้นจี่อยู่ และนอยมากนี่มันเลิกผลิตไปแล้ว เพราะมีคนที่คิดแบบเรามากกว่า 555
 
    ซึ่งถ้าพูดถึงเรื่องของอร่อย(สำหรับเรา) แล้วมันก้อเลิกผลิตไปแล้ว ก้อเหนจะมี โฟร์โมสรสกล้วยหอม นี่แหละ .. คือเราเปนคนชอบกล้วยหอมเปนชีวิตจิตใจ ตอนนั้นที่มันวางขาย ได้กินแค่ 2-3 ขวดเองมั้ง(ขนาดตอนมันวางขายยังหาซื้อยากมากๆอ่า) แถมตอนนี้ยังเลิกผลิตไปแล้ว สร้างความเสียดายให้เราเปนอย่างมาก - ทั้งที่เราก้อคิดว่ามันอร่อยๆดีแท้ เหอๆๆ
 
     .. อันนี้เปนเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยอีกเรื่องแล้วกัน คือตะกี้ตอนที่เราจะกิน เป๊ปซี่กรีน เราเพิ่งสังเกตข้างขวด มันมีเขียนว่า มีคาเฟอีน เราก้อเรย "เหอ!! .. เป๊ปซี่กรีนมีคาเฟอีนด้วยหรอ" แล้วก้อเรยไปดูกบเป๊ปซี่ออริจินัล ปรากฎว่ามันก้อมีคาเฟอีนเหมือนกัน ตอนนั้นรุสึกแบบว่า"จิงดิ๊ .. เพิ่งรุ้นะเนี่ย" รุสึกเหมือนโง่มากๆที่เพิ่งสังเกตเหน 55
 
20 gennaio

visa อเมริกา .. ข้าก้อได้มาแร้น !!!

 
     .. วันนี้เรียกได้ว่าเปนวันที่สำคัญวันหนึ่งสำหรับเราเรยทีเดียว เพราะเปนวันที่ทางสถานฑูตนัดให้ไปสัมภาษณ์วีซ่า ซึ่งการจะได้ไป รึไม่ได้ไป work&travel ของเราก้อขึ้นอยู่กะเรื่องนี้เปนสำคัญด้วย เพราะถ้าวีซ่าไม่ผ่าน ก้ออดไป แล้วจะทำยังไงกับชีวิตล่ะ หาก้อไม่ได้หา เรียนก้อไม่ได้สมัครไว้ .. แต่ช่างเหอะ ในที่สุด วีซ่าอเมริกา ข้าพเจ้าก้อได้มันมาในมือ วะฮะฮ่า
 
     เริ่มด้วยวันนี้ ก้อมามหาลัยแต่เช้าเหมือนเดิม ทำนู่นทำนี่ พอได้ซักแปดโมงก่าๆ ก้อเดินไปที่สภากาชาดไปบริจาคเลือด ซึ่งเด๋วนี้สภากาชาดเค้าพัฒนาแล้วเว่ย เค้ามีรถแบบ รถกอล์ฟ บริการรับ-ส่ง จากที่หน้าประตู ไปถึงตึกที่บริจาคเลือด แต่เนื่อจากข้าพเจ้าไม่รู้ เรยเดินเข้าไปเฉยๆ ปรากฎว่าเหตุการณ์ระทึกใจก้อเกิดขึ้น โดยไอรถกอล์ฟรับ-ส่งที่มันจอดอยุ่ ก้อติดเครื่องแล้วไล่ตามตู เท่านั้นไม่พอ คนขับก้อตะโกนเรยให้ขึ้นรถ .. ทั้งอาย ทั้งตกใจเรย เหอๆๆ ทั้งนี้พอบริจาคเลือดเส็ดออกมาจากตึกก้อเจอรถกอล์ฟคันเดิม(แหม่ .. มันช่างทำบุญกะตูมานะ เหอๆๆๆ) ข้าพเจ้าเรยเดินไปขึ้นมันแต่โดยดี เพราะไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเดิม - -"
 
     ทีนี้มาเล่าถึงเรื่องวุ่นๆของการไปขอวีซ่าบ้าง .. อันนี้หลังจากการรับประทานอาหารกลางวันแสนอร่อยที่จุลจักรพงษ์ฟู้ดเซนเตอร์อันสนิทสนมของเด็กวิดยาแล้ว เรากะเมย์(อีนี่อีกแล้ว)ก้อออกเดินทางไปยังสถานฑูตอเมริกา
วิ :       แกแล้วจะไปยังไงกันดี ?
เมย์ :   ก้อแล้วแต่เมิงอ่ะ
วิ :      โอเค .. แล้วมันอยุ่ตรงไหนอ่ะ ไอสถานฑูตเนี่ย ?
เมย์ :   เหนไอเอ้บอกอยู่ใกล้ BTSเพลินจิต แล้วนั่งมอไซค์ต่อ
วิ :      โอเช .. งั้นไปแท็กซี่นะ
เมย์ :   ...
 
วิ :      แล้วบอกแท็กซี่ว่ารัยดีอ่ะ ?
เมย์ :  ก้อบอกว่าไปสถานฑูตเมกาดิวะ
วิ :      แล้วถ้าเค้าไม่รู้อ่า
เมย์ :  เมิงก้อเอาคันที่รุ้เดะ
วิ :      .. เออเนอะ

    ครับ .. แล้วเมื่อสองกะเหรี่ยงได้พาตัวเองทั้งสองไปถึงสถานฑูตแล้ว ก้อเริ่มไปต่อแถวตรวจร่างกาย ตรวจเอกสาร ทำนู่นทำนี่ แล้วก้อรอ ร้อ รอ จนถึงบ่ายสอง กว่าจะได้สัมภาษณ์ และแล้วสิ่งที่สร้างความตระหนกแก่พวกเราทั้งสองก้อปรากฎตรงหน้า ก้อไอสัมภาษณ์วีซ่าที่ว่าเนี่ย ตรูก้อเพิ่งรู้ว่ามันให้ไปยืนตอบคำถามเค้าเหมือนเวลาเราไปซื้อบัตร BTS อ่ะ(ตอนแรกนึกว่าอารมณ์เดียวกับสัมภาษณ์ทั่วๆไป แบบว่าเค้าไปในห้องไรงี้) โอ้คับ .. และในที่สุดต่อหน้าประชาชี เราทั้งสองก้อต้องทำอย่างนั้นแล เหอๆๆ

    แต่ .. ระหว่างที่จะเข้าสัมภาษณ์สิคับ แถวเราดันมีเพื่อน(ที่เพิ่งรุจักกัน)ที่แสนจะหวังดี คอยพูดไซโคพวกเราตลอด

เพื่อนผู้หวังดี :เฮ้ย .. เวลาสแกนนิ้วนี่ ต้องนิ้วไหนมั่งนะ ?

วิ : เอ่อ .. เราก้อไม่รุ้อ่ะ

เพื่อนผู้หวังดี : แล้วนิ้วไหน ภาษาอังกิดว่าไรมั่งอ่า ?

วิ : เอ่อ ..ต้องท่องด้วยออ  เราก้อไม่รุ้อ่ะ

เพื่อนผู้หวังดี(อีกคน) : ก้อมีอย่างนี้นะ ทัม อินเด็กซ์ มิดเดิ้ล ริงค์ ลิตเติ้ล

เพื่อนผู้หวังดี/เมย์/เรา : ออ อืมๆ ขอบคุนมาก

.. จากนั้นเรากะเมย์ก้อพยายามใช้ความสามารถจำมันให้ได้อย่างรวดเร็ว ..

แต่เนื่องจาความตื่นเต้นของไอเมย์ จึงทำให้เกิดเหตุการ์ต่อไปนี้ ..

เมย์ : ไอวิ นิ้วชี้ว่าไงนะ

วิ : ก้ออินเดกซ์ไง

เมย์ : นิ้วนางอ่ะ

วิ : ริงค์

เมย์ : เฮ้ยยย .. แล้วถ้ากูจำไม่ได้ ทำไงเนี่ย

วิ : มึงก้อไปยืนไล่นิ้วเอาไง

เมย์ : แล้วถ้ากูจำไม่ได้ ไล่ไม่ได้อ่ะ ?

วิ : หน่า .. เด๋วเค้าเหนมึงงงๆเค้าก้อชูให้ดูเองแหละว่าหมายถึงนิ้วไหน

เมย์ : แล้ว ..

วิ : เอางี้ .. ถ้ามันแย่มากนัก เค้าก้อคงชูนิ้วกลางให้เมิงเองแหละ

เมย์ : - -"

     จากนั้น .. เมื่อถึงคิวของสัมภาษณ์ของเรา(ได้กงสุลที่หล่อมากก เฟรนลี่ด้วย โคดโชคดี ฮุฮุ)

กงสุล : How do you do?

เรา : Fine,thanks.

กงสุล :   (ก้มหน้าก้มตาดูเอกสาร)

เรา : (เหนกงสุลตั้งตาตั้งตาดูเอกสารก้อเรยยืนยิ้มเฉยๆ ไอที่เค้าเตี๋ยมมาให้แนะนำตงแนะนำตัวไม่ทำอ่ะ ก้อไม่เหนเค้าจะสนใจฟังนี่)

กงสุล :   Your name is very long!!

เรา : ค่ะ(เปนภาษาไทย .. ตอนนั้นเผลอ 55) .. It's long but it's cool.

กงสุล :   (หัวเราะ) .. What's your nickname?

เรา : Wi.

กงสุล :  (หัวเราะ)That's perfect.(แล้วก้อหัวเราะกับหัวเราะ ประมาณว่าชื่อเมิงนี่ยาวนะ แต่ชื่อเล่นนี่สั้นดี ก้อยังดีวะประมาณนี้)

กงสุล : Left index,please.

วิ : (โอเช นิ้วชี้ซ้ายฮับ)

 กงสุล :  o.k. Good luck!!

เรา : Thank you.

สรุป กูรอสัมภาษณ์นานมากกก แต่สัมภาษณ์จิงกิ๊กเดว กิ๊กเดวเท่านั้นผ่าน!!! และแล้วเราก้อได้วีซ่าอเมริกามาไว้ในมือ โฮะๆๆๆ

 

29 dicembre

เกิดเป็น ญิ๋ง แท้จริงแสนลำบาก

 
     ... blog ครั้งนี้ขอมอบเครดิตให้กับกระทู้ในพันทิพกระทู้นี้เรย >> http://www.pantip.com/cafe/woman/topic/Q7306438/Q7306438.html ตอนนี้ได้ขึ้นเปนกระทู้ฮ๊อตด้วย เพราะฮา และแอบรงกับผู้หญิงหลายๆคน เพราะเจ้าของกระทู้(ที่เปน ผช )จะเล่าๆๆเกี่ยวกับเพื่อน ผญ ของเค้า ทำให้เราเรยได้แรงบันดาลใจมาอัพ blog เกี่ยวกับความเปน ผู้ญิ๊งงง ผู้ญิ๋ง ของเราซะหน่อย 555+
 
     เรื่องแรกก้อคือ .. เรื่องรองเท้าส้นสูง(ที่ จขกท กล่าวถึงเปนเรื่องแรก ว่าทัมมั๊ย ทัมมัย ผญ ถึงต้องใส่กันจั๊ง ?)
.. แต่สำหรับตัวเราเองที่เคยมีโอกาส(บ้าเห่อ)ใส่รองเท้าส้นสูงกับเค้ามั่ง แต่ก้อต้องเลิกไปเพราะได้รับกระแสตอบรับมาไม่ค่อยดี เนื่องจากสาเหตุหลักคือ เราเปนคนตัวใหญ๋(แถมอ้วนด้วย) เวลาใส่ส้นสูง ถึงมันจะทำให้เพรียว(บ้างนิดนึง)จิง มันก้อดูตัวใหญ่อยู่ดี แถมไม่ใช่ใหญ่ธรรมดา กลายเปน "ใหญ่หยั่งกะยักษ์" โอเชชช .. ก้อนั่นแหละประเด็น - -"
 
.. นอกนั้นเรายังมีประสบการณ์เลวร้ายกับส้นสูงอีก อย่างมีครั้งนึงที่ใส่ส้นสูง(อย่าเรียกส้นสูงเรย เรียกว่า มีส้นนี้สนึง ดีกว่า)ไปมหาลัย วันนั้นจำได้เรยไปเชียร์บอลภาคตอนเยน แล้วแบบฝนเพิ่งตก สนามเปียกๆ ดินข้างสนามก้อเหลวๆ แล้วต้องเดินฝ่าเข้าไปเชียร์ข้างสนาม ผลก้อคือ จมค่ะจม แถมยังทิ้งรอยน่าอายของส้นรองเท้าไว้เปน หลุมๆๆๆๆ อีก 555+
 
   ยังมีเรื่องอีกตอนที่ใส่ส้นสูงแล้วลงรถป๊อปตอนนั้นแบบว่ายกขาสูงเกิ๊น ส้นสูงไปเยวกับกระโปรง แต่เนื่องจากเซฟมาอย่างดี(ทั้งรัดเข้มขัดจนแน่น ทั้งติดคลิปไว้)กระโปรงเรยไม่หลุด แต่สิ่งที่ตามมาคือ แคว่กกก!!! กระโปรงขาดค่า ไม่ต้องตกใจไป ขาดแค่ตรงที่มันเปนตะเข็บชายกระโปรงเท่านั้น ตอนนั้นจำได้ว่าเสียงดังมาก แต่เรายังทำเนียน 55+

 

      เรื่องที่สอง อันนี้เกี่ยวกับเรื่องกระเป๋า ที่ ผญ ส่วนมากชอบ แบกกกก อะไรเยอะแยะไปหมดตลอดเวลา

    อันนี้ขอแอบเมาท์เพื่อนตัวเอง(เรียกว่าชั่วก้อได้ 55) คือเพื่อน ผญ ของเราคนนี้เค้าจะแบกของมาเยอะมากๆๆๆ เยอะจนถือเองไม่ไหว และมักให้เราช่วยถือเสมอๆ แต่เนื่องจากเเปนคนที่ตัวใหญ่(ที่สุดในกลุ่ม)มาตั้งแต่อ้อนแต่ออก เรยชินกับเรื่องแบบนี้ เรียกว่าบางทีไม่ต้องขอวิก้อจัดให้ - แต่เรื่องมันมีอยู่ ตอนที่ได้ไปทำกิจกรรมอย่างหนึ่งด้วยกัน และก้อเช่นเดิม เจ๊แกก้อขนของไปเย้ออออมากอัดไปเต็มกระเป๋าไซส์Mของแก(ซึ่งของของแก ก้อจะเป็นประเภท ครีมนู่นนี่ทุกชนิด ครั้งหนึ่งตอนจำความได้ว่า เราไปอาบน้ามหลังจากแก และต้องกลับมานั่งรอแกอีกราวๆชั่วโมงนึง สำหรับการทาครีมต่างๆ เรียกได้ว่าคงไม่จำเป็นต้องเมคอัพด้วยซ้ำเพราะทาไปแล้วหลายชั้นมาก พอถามว่านี่อะไร แกก้อจะสาธยายมาให้ฟัง นี่ครีมหมอ นู่นครีมลบจุดด่างดำ นี่ครีมกันแดด โน่นรองพื้น ฯลฯ .. ซึ่งจิงๆเราอยากจะบอกว่าไอครีมกันแดดอ่ะคงไม่ต้อหรอก เพราะแค่นี้ UV มันก้อทะลุครีมแกไปไม่ถึงชั้นผิวหนังแล้ว เหอๆๆ) มาว่ากันต่อหลังจากที่เราถือกระเป๋าให้แกตามความเคยชิน และไม่ได้คิดอะไรมากมาย จนอยู่มาวันนึงก้อมีเพื่อนที่ร่วมกิจกรรมด้ยกันมาเปิดอกคุยกะเราว่า ทำไมเราต้องไปถือกระเป๋าให้เจ๊คนนั้นด้วย ทำให้เพื่อนผู้ร่วใกจกรรมด้วยกันอีกคนเรยพลอยไม่ชอบเรา เพราะเหมือนเราไปให้ท้ายเจ๊คนนั้น .. อ่าว!!! แล้วตูผิดไม๊เนี่ย ?

     หลังจากที่เหนว่า การที่เราไปใส่ใจกระเป๋าคนอื่นเปนการทำคุณบูชาโทษแล้ว ข้าพเจ้าจึงขอมาเมาท์เรื่องกระเป๋าตัวเองมั่งดีกว่า ..

 เนื่องมาจากว่า(ครึ่งหนึ่ง)เคยเปน ผญ แบบเจ๊ข้างบนนั่นแหละ คือไม่ว่าอารัย จะใช้ไม่ใช่ ตรูข๊นนนนไปหมด แล้วมันก้อต้องข๊นนนกลับ เพราะไม่ได้ใช้ ต่อมาเรยมีการเปลี่ยนแปลงตอนม.ปลายเหนจะได้ ที่เวลาต้องค่ายกะที่รร. เราก้อจะเริ่มรุ้แล้วว่า ไอพวกยาสีฟัน แชมพู สบู่ ไรงี้เพื่อนเรามันก้อเอามา ที่สำคัญมันก้อขี้เกียจเอากลับ(พอดีบ้านเพื่อนค่อนข้างมีฐานะ 55) เราก้อเรยได้อาศัยไปใช้กะพวกพวกนี่แหละสบายไม่ต้องเตรียมไรไปมาก ก้อแค่พวกของใช้ส่วนตัว เสื้อผ้า แค่นี้ก้อพอ นอกนั้นไปตายเอาดาบหน้า ที่ใดมี ผญ ที่นั่นไม่อดตาย - อันนี้เราก้อแอบสงสัยว่า เราจะได้รับอิทธิพลมาจากเพื่อน ผช ของเรา ที่เวลาไปค่ายวันก้อจะมาขอสบู่ แชมพูจากเพื่อนๆ ผญ แล้วมันก้อได้ไปทุกที แต่ขอโทด ผญ คนนั้นไม่ใช่ วิไปรมา แน่ขอรับ เพราะสิ่งที่พวกมันจะเจอคือ เฮ้ยย .. ใช้เส็ดแล้วยืมด้วยนะ ใช้ต่อ (คือ ตูก้อไม่เอามาเหมือนกันเว้ย)

 มีอยู่ครั้งนึงไปทริปกรุ๊ป และเราก้อหวังไว้อย่างมากว่าเพื่อน ผญ ที่ไปกะเรามันต้องเตรียมของทุกอย่างไปด้วยแน่ๆ แต่ปรากฎว่ามันดันลืมเอามา แถม ผญ ที่ไปด้วยกันก้อน้อยมากๆ จะรอสบู่ แชมพูกันก้อใช่ที่ สุดท้ายเรยต้องไปขอเพื่อน ผช ที่มาทริปด้วยกันนี่แหละใช้ 555+

 แล้วนอกจากนั้น เรายังมีนิสัยเลวๆอีกอย่างคือ เรามักจะเตรียมเสื้อผ้าไปให้พอดีที่สุด คืออาจจะเผื่อไปบ้างสัดชุดสองชุดตามแต่กรณี เช่น มีครั้งนึงไปเที่ยวอัพวากับเพื่อน ค้าง1คืน เราก้อเอาเสื้อไป 2 ตัว กางเกงตัวนึง(อันนี้ไม่รวมที่ใส่อยู่อีกหนึ่งชุด) แล้วสุดท้ายเนื่องจาก หลังจากกลับจากดูหิ่งห้อยและกินข้าวมันก้อดึกมากๆๆๆแล้ว เราก้อเรยนอนไปทั้งที่ไม่อาบน้าม มาอาบอีกทีตอนเช้าครั้งเดียวเรยกลายเปนว่า เสื้อผ้าที่ใช้จิงๆคือเสื้ออีกตัวเดียว(ใส่กางเกงตัวเดิม) .. ทีนี้ประเด็นความอุบาทว์อยู่ตรงที่ ถ้าเกิดเราจัดกระเป๋าที่ว่าพอดี๊ พอดีไปแล้วเนี่ยมันยังเกินพออยู่ล่ะก้อ เราก้อจะลดมันลงไปเรื่อยๆ 55 ดังนั้นหลังจากเปิดเทอมและมีโอกาสได้ไป เกาะสีชัง กับวิชาสีชังศึกษา การจัดกระเป๋าขอเราเรยแบบคำนวณมาให้พอดี๊!!พอดีกว่าเก่า และใส่มันลงในเป้เดิมกับที่ไปอัมพวา จนทำให้เพื่อน(ผู้ประสบเคราะห์)ที่ไปอัมพวาด้วยกันมาประหลาดใจมาก ว่าไปกระเป๋าที่ไปอัมพวา1คืน กะที่ไปค้าง2คืนมันใบเท่ากัน(ลืมบอกไป ที่ไปอัมพวาก้อพอดีกระเป๋า ไปสีชังก้อยัดไปขนาดเท่าเดิมเรย) แต่ก้อนั่นแหละ ในที่สุดก้อเหลือที่ไม่ได้ใช้กลับมาอยุ่ดี 555

 

13 dicembre

แขนโต ขาลาก ..

 
    ... ช่วงที่ผ่านมาถ้าใครแอบสังเกตอาจจะเหนว่าเราหายหน้าหายตาไปจากวงการ msn นั่นก้อเป็นเพราะเราเกิด accident เนื่องมาจากความความสำส่อนของคอมของเราเอง ที่แม่งยอมใครก้อใครง่ายเกิน ใครเค้าจะมาใช้ จะเอาอะไรมาให้ก้อเอาหมด เรยได้ของแถมเป็นไวรัส สมน้ำหน้า (ฮ่วย !!!)
 
    วันนี้(ทั้งๆที่พรุ่งนี้มีสอบCU-TEP และสอบมิทเทอมอีกในอาทิตย์หน้า) .. ข้าพเจ้าเรยต้องสละอนาคต เอาคอมไปซ่อม แบบว่า ยกไป ยกมา ยกขึ้น ยกลง ถอดสาย เสียบสาย หลายรอบมาก จากห้องของข้าพเจ้าที่อยู่ชั้น 2 ของบ้าน ไปซ่อมที่พาต้าชั้น 5 ซึ่งรวมค่าเสียหายทั้งหมดได้เปน 1140 บาท!!! (ค่าลง window ใหม่ กับค่าซ่อมช่อง CD) ซึ่งโอเค เอาคอมไปทิงไว้ตอน 10 ดมง เค้าเรียกให้มารับตอนบ่ายสาม กลับมาลงๆๆๆโปรแกรมทั้งหลายทั้งแหล่ต่อจน 5 โมงเยน มาเช็คปรากฎ ยังเล่น msn ไม่ได้!!! ไม่เจ้าอยากจะกรี๊ด เรยโทรไปหาที่ร้าน เค้าบอกถ้าซีเรียส ยกมาเรยเด๋วลงให้ใหม่ ตูก้อ .. เอาวะทั้งวันแล้ววันนี้เอาให้แม่งเรียบร้อยไปเรย โย๊กกกก .. เปนรอบที่ 3 ไปที่พาต้า แต่รอจนได้มา แต่แอบโชคดี เพราะได้คุยไปเอกซ์คุลซีฟ(เนื่องจากร้านมันกำลังจะปิด)กับช่างซ่อมซึ่งหล่อและน่ารักมากๆๆๆ(ให้อภัย) และแร้วตอนนี้ msn ของข้าพเจ้าก้อกลับมาใช้ได้ดังเดิม ฮิ้ววว !!!!
 
 
    เหตุการณ์นี้สอนให้รุ้ว่า ..
1. เปนผุหญิง(ที่แข็งแรง)ตัวคนเดียวนี่มันหดหู่ชะมัด คอมเสียก้อต้องยกไปซ่อมเอง
2. เปนผุหญิง(ที่แข็งแรง)ตัวคนเดียวนี่มันก้อดีเหมือนกัน จะได้ไปหลีผุชายได้โดยไม่ต้องรุสึกผิด 555+
06 novembre

สัปดาห์แรก .. ครั้งสุดท้าย

 
 
     ตอนนี้ก้อเปิดเทอมมาได้อาทิตย์ก่าๆ(เกือบจะสองอาทิตย์ละ) พูดถึงก้อแอบใจหาย เพราะมันเป็นการเปิดเทอมครั้งสุดท้าย(สำหรับปริญญาตรี)ของเราแล้ว .. แต่คิดว่าจะสบายๆเหมือนทุกปีหรอ โน้ววว !!! ไม่เลยครับทั่น เริ่มต้นปรเด็นด้วยการปิดเซคของ rec camp เซควันอังคาร ที่ทำให้อะไรๆ ก้อดูยุ่งไปหมด แล้วยังการลงรายวิชาใหม่ การขอลงรายวิชา การขอลงทะเบียนแบบS/U การเข้าเรียนครั้งแรกบลาๆๆๆ
     ซึ่ง .. มันทำให้เราเหนื่อยมากๆๆๆๆ แถมเรายังต้องเผชิญกับกิจกรรมมหาโหดอย่างโปรเจค และการเตรียมตัวสำหรับการไป work ของเราอีก
 
     แต่ขอแอบเล่าเรื่องฮาๆ(หน้าแตก) ทั้งที่เรียนมา 4 ปีไม่เคยเกิดเหตุการณ์นี้เรยให้ตาย .. เรื่องมันเริ่มขึ้นเมื่อวันจันทร์แรกที่เปิดเทอม(ประเดิมความซวย) ที่กะว่าจะไปขอวิชา ปรัชญาไรซักอย่าง แต่อาจารย์ไม่ให้เรยต้องรีบดิ่งไปหาวิชาอื่นแทน ระหว่างนั้นก้อโทรไปหานาดา ให้หาว่าจันทร์บ่ายเนี่ยมันมีวิชาไรลงได้บ้าง? ..
วิ : อาโหล .. นาดาออ
    นาดาดูในเวบ gened ให้วิหน่อยดิว่า จันทร์บ่ายมีวิชาเลือกไรมั่งอ่า ?
 
นาดา : ออ .. จันทร์บ่ายมี plant better life อ่ะ ของวิทยา
 
วิ : จิงออๆๆๆ .. ห้องไหนๆ ?
 
นาดา : 105 ตึก Bot นะ
 
วิ : โอเคๆ ขอบใจมาก
     จากนั้น วิกะเมย์ก้อบึ่ง 4x100 ไปที่ห้องดังกล่าวทันที .. แต่เนื่องจากการมันเป็นการบึ่งการคณะอักษรฯ(ตอนไปขอปรัญญา) ไปที่คณะวิดยา ซึ่งไกลอยูพอควร ทำให้กว่าจะไปถึงก้อราวๆบ่ายครึ่ง นั่นคือเลยเวลาเข้ามาแล้วครึ่งชั่วโมง ทำให้พอไปถึงเรยมีคนอยู่เต็มห้อง เราจึงรีๆรอๆไม่กล้าเข้าไป - พอดีกับมีเจ้าหน้าที่ภาคBotเดินมาเห็นพอดี ..
เจ้าหน้าที่ : เข้าไปสิหนู ..
 
วิ : คือ .. ยังลงทะเบียนไม่ได้อ่ะค่ะ
 
เจ้าหน้าที่ : ออ .. งั้นไปเข้าห้อง 107 นะ ห้องอาจารย์บลาๆๆ ยังว่างอยู่
 
วิ : ค่ะ .. ขอบคุนมากค่ะ
     พอไปถึงห้อง 107 ก้อเข้าไปเจออาจารย์พอดี เค้าก้อเรยถามว่า ..
อาจารย์ : เอ้า .. เข้ามาสิ
 
วิ : ยังลงทะเบียนไม่ได้ค่ะอาจารย์
 
 
อาจารย์ : (มองตั้งแต่หัสจรดเท้า)
            ไม่เปนรัย .. เข้ามาก่อน
 
(ระหว่างเข้าไปคนอื่นๆที่อยู่ในห้องก้อมองเรากะไอเมย์เปนตาเดียว)
 
...
     พอนั่นไปได้สักพัก สายตาจากคนในห้องก้อยังไม่หมดไป เรยเริ่มสังเกตได้ถึงความผิดปกติ เพราะทุกคนในห้องเปนปี1 ทั้งนั้น !!! ก้อเรยตัดสินใจถามน้องที่อยู่ใกล้ๆว่า ..
วิ : ขอโทดนะคะ .. นี่วิชาอะไรหรอคะ ?
 
น้อง : แลปไบโอ2ครับ
 
ชิ้งงง !!!!
และจากนั้นวิกับเมย์ก้อรีบจรลีจากห้องแทบไม่ทัน อายมากค่ะ ขอบอก - -"
     จากนั้นค่ะ .. สาวน้อยภาคแมทผู้ไม่ละความพยายามทั้งสองเลยเดินไปหาห้องเรียนต่อในชั้นบน .. ขึ้นไปชั้น2 ก้อแล้ว ชั้น3 ก้อแล้ว ก้อยังไม่เจอเรยไอห้องที่มันเรียน plant better life เนี่ย - พอดีไม่เจอเจ้าหน้าที่(คนละคนกะตอนแรกนะ) เรยได้ถามว่า ..
วิ : ห้องเรียน plant better life อยู่ไหนหรอคะ ? 
 
เจ้าหน้าที่ : (ทำหน้างงพร้อมกับบอกว่า ..)
              วันนี้ไม่มี plant better life นี่หนู จันทร์บ่ายมีแต่ Biotec daily life
              plant better life น่ะมีแต่วันพุธบ่ายนะ 
 
วิ : (ชิ้งรอบสอง !!!)
     แล้ว Biotec daily life นี่มันเรียนห้องไหนหรอคะ?
 
เจ้าหน้าที่ : 309 นะจ๊ะหนู เดินไปข้างหลังเนี่ยอ่ะจ้ะ
 
วิ : ค่ะ .. ขอบคุนมากค่ะ
     .. และสรุปว่าตอนนี้ Biotec daily life ก้อมาอยู่ในตารางสอนของข้าพเจ้าเรียบร้อย เหอๆๆๆๆ
 
 เรื่องนี้สอนให้รูว่า ..
 
1. gened เปนเวบที่เชื่อถือไม่ได้ที่สุด เมื่อคุณคิดจะลงรายวิชาใดๆ กรุณามาเช็คกับ reg ก่อนด้วยเสมอ
 
2. เมื่อคุณเช็ครายวิชากับ reg แล้วก้ออย่าเพิ่งนิ่งนอนใจ เพราะมันอาจจะเลื่อน ย้าย หรือที่เลวร้ายที่สุด ก้ออาจจะปิดเซคด้วยก้อได้ เหอๆๆๆๆ
 
 
26 ottobre

อย่างนี้ดี รึ อย่างนี้ก้อดี ?

 
     ... ตอนนี้รู้สึกเหนื่อยมากมายกับในหลายๆเรื่อง ต้องกลับมาคิดมากเรื่องเดิมๆอีกละ รู้สึกเซงมากมาย แต่เปนความเซงที่ดี ที่อย่างน้อยก้อรู้ว่าเซงเรื่องอะไร(เหอๆๆๆ) ตกลงว่าตอนนี้เราสมัครไปโครงการ Work & Travel เรียบร้อยแน่นอนแล้ว แม้จะไม่ได้ไปในที่ที่หวัง และกับคนที่หวังก้อตาม
 
     - - โอเค .. เรื่องทั้งหมดที่ตะพูดก้อมีแค่นี้ละ 555 - -
    จากนีไปจะเปน blog ที่ต้องใช้วิจารณการณ์ในการรับฟังละ
 
     .. เรื่องมันมีอยู่ว่า ก่อนหน้านี้เราเครียดมากกับการวางแผน และการตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตหลังจากเรียนจบ ว่าเราจะเรียนต่อดี(ซึ่งปัญหามันอยู่ที่ว่า งั้นจะต่ออะไรล่ะ?) หรือจะทำงานดี(แล้วก้อจะมีคำถามต่อมาอีกว่า บลาๆๆๆ) และเนื่องมาจากว่าคิดไม่ตกนี่เอง(ซึ่งก้อดีแล้ว เพราะถ้าคิดตกคงต้องเก็บ - บอกแล้วว่า blog นี้ไร้สาระ 555) เราเลยไปหาที่ปรึกษาทางใจ ก้อคือ การดูดวง ซึ่งไม่รู้เปนเพราะว่า ผู้หญิงส่วนใหญ่จะชอบดูดวงอยู่แล้วรึเปล่า เราก้อเลยคิดว่ามันเปนเรื่องปกติ แม้ว่าเราจะเรียนคณะวิทยาศาตร์ก้อตาม(หลายคนฮาที่เราเรียนวิทยาศาสตร์ แต่ไปพึ่งสัยศาสตร์ซะเอง) เราเลยไปดูครั้งแรกตอนที่ไปอัมพวา โดยรวมเราก้อว่ามันแม่นดี แต่ที่รู้ว่าแม่น ก้อเพราะเรารู้ส่วนนั้นของตัวเองอยู่แล้ว ส่วนไอที่ไม่รู้เนีย มันก้อยังไม่เคลียร์แฮะ - -"
 
     และหลังจากนั้นมาจนถึงเมื่อวาน ที่ทำก้อยังคิดไม่ตกในการที่จะตัดสินใจ เรยขอบุกไปอีกที่ที่เพื่อนแนะนำมาว่าแม่นมากๆ .. และผลที่ออกมา เออ ยอมรับแม่นจิงๆ ขอวงเล็บว่าในสิ่งที่เรารู้อยู่แล้วนะ - ส่วนสิ่งที่เราอยากรู้(เรื่องอนาคต)ไพ่มันดันออกมาแบบคลุมเครือ เหมือนว่าไปทางไหนก้อดีทั้งนั้น ก้อต้องเลือกเอาเองเอง มั่วเอาเอง แถมหมอดูยังบอกว่าด้วยว่าเราอ่ะเป็นคนมี sense(ไม่รู้จะพูดหยั่งงี้กับทุกคนรึเปล่านะ ?) แต่ตอนนี้ขอบอกว่าไม่ว่าจะเซ้นต์ จะสมอง จะอะไรก้อตาม ดูมันงงๆไปหมด มึนๆ เบลอๆยังไงก้อไม่รู้แฮะ เหอๆๆๆ
 
     ป.ล. มีเรื่องน่าดีใจ(รึเปล่า?) ตรงที่หมอดูทั้งสองคนทายตรงกัน 2 อย่าง คือ ..
1. ทายว่าจะมีโชค  แถมยังทายตรงกับหนังสือแพรวพอดีด้วย แต่อีหนังสือพิมพ์ไทยรัฐดันทายไว้ว่า ตูจะโลภมากลาภหาย
                      ซึ่งขอบอกว่าอีไทยรัฐนะ ชอบทายมาแต่เรื่องซวย จะไม่อ่านดวงจากไทยรัฐอีกแล้วคอยดูเหอะ -"-  
 
2. ทายว่ามีมิตรที่คบกันอยู่ตอนนี้ไม่จริงใจกับเรา  ซึ่งหมอดูไพ่ฟันธงว่า คนเนี้ยชอบโกหเรา เหอๆๆๆ
                       ทายตรงกันเงี้ย แสดงว่ามีจิงใช่ม้า เหอๆๆๆ
     ป.ล.สุดท้าย .. ที่อัพ blog เนี่ย ไม่ได้คิดจะอัพแข่งกะใครนะ คริ คริ คริ ^^"
 
13 ottobre

เฮ้อออ ..

 
     ...
ตอนนี้รู้สึกแย่มากๆเรย
ไม่ใช่ทั้งกับใคร หรือว่าอะไร
เพราะมันเป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูกจิงๆ
 แบบว่า นั่งๆอยู่ก้อจะรุ้สึกหดหู่
ซักพักก้อจะคลื่นไส้
 เซ็งๆ
ง่วงๆแต่ก้อนอนไม่หลับ
มีเรื่องมากมาย อยากคุย อยากเล่า
แต่ก้อไม่รู้จะเริ่มตรงไหน
ไม่รู้จะอธิบายยังไง
 อยากไปเที่ยว
 แต่ก้อไม่อยากออกไปไหน
 ไม่รู้จะไปไหน
แต่ก้อไม่อยากอยู่บ้าน
 
 ..
 
อย่างนี้รึเปล่านะ ที่เค้าเรียกว่าโรคซึมเศร้า
หรือเราก้อแค่เซ็งธรรมดา
แล้วคนที่เค้าเปนโรคนี้ เค้าคงจะรู้สึกแย่กว่านี้อีกงั้นหรอ
โอ้ !! ไม่นะ
 
     บางทีก้อรู้สึกเหมือนสมองมันเบลอๆ
นั่งทำอะไรบ้าๆบอๆ
เช่น
 เล่นเพลงซ้ำๆเปนหลายร้อยรอบ
 หรือ
แค่เริ่มเห็นว่า การดูข่าวน่าเบื่อๆซ้ำๆ มันก้อสนุกดีเหมือนกัน
 
 
     เฮ้อ ... สงสัยเราจะอาการหนักจิงๆแฮะ
- -"
 
21 settembre

.. ที่สุด

 
     แบบว่า เมื่อวานมีโอสไปงานแต่งงานญาติมา ทำหน้าที่เป็นญาติ(ห่างๆ)ฝ่ายเจ้าบ่าว ทำให้ต้องวุ่นวายในการหาชุด แต่งตัว ทำผม แต่งหน้า มากมาย ..
- ชุด ที่ต้องมาสอยมาจากร้าน ได้เป็นเดรสสีครีม ปักเป็นลายดอกไม้สีดำมาตัวนึง ซึ่งขอบอกว่าใส่แล้วญิ๋งจ๋ามากๆ
 
- รองเท้า นี่ก้อต้องไปสอยมาใหม่เช่นกัน เพราะรองเท้าที่จะแมทซ์ได้กะชุดข้างบนต้องเปนรองเท้าส้นมหาภัย(ส้นสูง) ที่สูงปริ๊ดแบบข้าพเจ้าจะคิดจะสอยมาใช้ในชีวิตประจำวันแน่ๆ
 
- แต่งหน้า เนื่องจากแต่งไม่เป็น เลยทำมากกว่าทาแป้งมามหาลัยตรงมี่เอาแต้งพัฟมาใช้แทนแป้งเด็ก ละก้อดัดขนตาไป
 
- ทำผม เนื่องจากหัวยุ่งมากและไม่มีเวลาพอที่จะไปทำที่ร้าน ก้อเรยรวดมันซะให้หมดปัญหา
.. และเมื่อขั้นตอนเส็ดสมบูรณ์ฉะนี้ ชะนี เอ้ย เราก้อพร้อมจะไปงานแต่งงานแว้วววว !!!!
 
     งานแต่งก้อเป็นเหมือนงานแต่งทั่วไป โดยจัดเป็นแบบ ค็อกเทล คือ แบบเดินไปตักอาหารมาทานเอง ซึ่งอาหารก้อจะเป็นพวกของขบเคี้ยวต่างๆ ซึ่งปกติเราจะบ่ยั่น และ ด้วยมาดคุณหนู ในชุดผู้ญิ้งง ผู้หญิง ทำให้งานนี้เราขอบายละกัน - โดยจะสรุปให้คร่าวๆดังนี้ ..
- ลำบากที่สุด .. การเดินด้วยองเท้าส้นสูงปริ๊ดดด ที่ทำให้ดูสง่า(สงบ และเสงี่ยม เจี๋ยมเจี๊ยมมากๆ 555+)
 
- เซงที่สุด .. ตอนที่รู้ว่า ลิฟต์จากล็อบบี้โรงแรมมันไปไม่ถึงห้องจัดเลี้ยง ต้องเดินต่อไปเองอีก(ฮ่วยย !!!)
 
- หิวที่สุด .. ตอนที่มีอาหารมาอยู่ตรงหน้าแต่ลุกไปตักไม่ได้ T^T
 
- ดีใจที่สุด .. ตอนที่ป๊าบอกว่า กลับกันเหอะ (เยสสส !!!!)
 
- หล่อที่สุด .. ปะป๋าเราเอง
 
และ สวยที่สุด .. งานนี้ขอยกให้ เจ้าสาว ละกัน ขอย้ำว่า สวย น่ารักมากๆคร่า
ป.ล. เราเปนญาติฝ่ายเจ้าบ่าวนะสาบานได้ !!! 55+ 
 
 
 
25 agosto

Live & Learn

 
     ... เราว่าตอนนี้หลายๆคนคงเคยผ่านตามาบ้างกับ Forward mail ลักษณะนิสัยของแต่ละหมู่เลือด ที่ทำมาเปนแนวการ์ตูนหัวกลม อ่านง่ายฮาๆ เพื่อเปรียบเทียบลักษณะนิสัยของคนในแต่ละหมู่เลือดให้ได้เห็นกันอย่างชัดเจน ทั้งนี้ในหลายๆข้อที่เค้าได้แสดงไว้ กลับมีข้อนึงที่เราไม่เหนด้วยอย่างรุนแรง คือ หัวข้อการตรงต่อเวลา
 
     ไอหมู่เลือดอื่นๆเราก้อไม่รู้หรอกว่า ตรง หรือ ไม่ตรงแค่ไหน บอกได้คำเดียวว่า หมู่โอ ที่ว่าชอบมาสายนั้นตรงมากๆๆๆ เนื่องจากเรามีเพื่อนอยู่คนนึง(เปนหมู่เลือดโอนี่แหละ) แร้วมันก้อเปนอย่างที่แสดงเอาไว้เรยอ่า นัด 11 โมง - 11 โมง นี่มันเพิ่งออกจากบ้านเอง เผลอๆบางทีแย่กว่านั้นอีก นัด 11 โมง - 11 โมง เพิ่งตื่นก็มี - -"
 
     ส่วนของหมู่บีขอค้านนะ ที่ว่าชอบเบี้ยงนัดง่ะ เพราะไม่ว่าจะนัดอะไร ที่ไหน ยังไง หมู่บีอย่างเราก้อมาเร็ว และมารอก่อนเสมอ .. แต่นั่นก้อเปนความคิดเมื่อก่อนของเราอ่ะนะ เพราะตอนนี้เราได้พิสูจน์ด้วยตัวเองแร้วล่ะว่า หมู่บีอย่างเราๆนี่แหละ จอมวายร้าย ยัยเบี้ยวนัดตัวจริง - เรื่องมันมีอยู่ว่า เพื่อนของเราคนนึงเค้ากลับมาบ้าน และชวนเราเที่ยวเราก้อแบบยุ่งๆนะ แต่ก้ออยากเที่ยว เรยเปนคนนัดวัน เวลา สถานที่ อย่างดิบดีซะเอง แต่สุดท้ายก้อเปนคนยกเลิกนัดซะเองเหมือนกัน โดยโทรไปยกเลิกก่อนเวลานัด 2 ชั่วโมง 555+
 
     ตอนนี้เรยกลับมาอ่าน Forward mail อันนี้ใหม่ เผื่อจะเข้าใจอะไรๆ ตัวเองมากขึ้นน่ะ 555+
 
 
23 agosto

หมากตัวหนึ่ง ..

 
     เริ่มรุสึกว่า ชีวิตตัวเองตอนนี้มันเริ่มหนอนๆยังไงก้อไม่รู้ เคยคิดว่าเปนเพราะอะไร เปนเพราะตัวเราเองรึเปล่า รึเปนเพราะใคร หรืออะไร .. ช่วงนี้มีเรื่องงี่เง่าในชีวิตให้ติดตลอดเวลา แม้จะเปนแค่เรื่องเดิมๆ เปนปัญหาเดิมๆ แต่ก้อแก้ไม่ได้ซะที - มีคนเคยบอกไว้ ว่า ปัญหาทุกอย่างมีทางออกเสมอ แต่ตอนนี้เหมือนเราอยู่ในห้องว่างเปล่าที่เต็มไปด้วยประตู ไม่รู้จะออกไปทางประตูไหนดี หรือจะพูดให้ถูกก้อคือ ออกไปไม่ได้ต่างหาก ประตูที่ล็อกจากทั้งสองด้าน ที่แม้เราจะปลดล็อคทางฝั่งเราแล้ว ก้อยังออกไปไม่ได้อยู่กี ถ้าอีกฝั่งเค้าไม่ยินดีจะเปิดให้ สุดท้ายก้อต้องกลับมาอยู่ในห้องเดิมอยู่ดี
 
     มองอีกที ตอนนี้ชีวิตก้อเหมือนการเล่นเกม เราก้อเหมือนเปนตัวหมากตัวนึงในเกมนี้ ที่พอเค้าต้องการเราก็จับเราเดิน พอเค้าไม่พอใจเรา ไม่พอใจตำแหน่งของเรา ประโยชน์ของเรา หน้าที่ของเรา เค้าก้อแค่ล้มกระดาน แร้วก้อจับตัวหมากมาตั้งใหม่ก้อแค่นั้น
 
     แต่ความเปนจริงมันไม่ใช่หรอกรุ้มั้ย หมากที่ถูกล้มไปแล้ว ก้อไม่อยากจะกลับเข้ามาในเกมนี้อีกหรอก แม้จะล้มอยู่อย่งนั้น แม้จะดูเหมือนไร้ค่า แต่มันก้อยังได้อิสระของตัวเองคืนมา อิสระที่จะได้ตัดสินใจ ที่แม้จะทำได้แค่นอนนิ่งๆ แต่ก้อเปนสิ่งที่มันได้เลือกเอง เท่านั้นก้อเพียงพอแล้ว
 
.. ตอนนี้เราก้อชักอยากจะนอนนิ่งๆ ไม่อยากรับรู้อะไร เหมือนหมากตัวหนึ่งอย่างนั้นเหมือนกัน ..
 
 
    
27 luglio

Mode : เมาท์กระจาย

 
     ... เฮ้อออ .. ในที่สุดมิทเทอมก้อ่ผ่านพ้นไปอย่างเหนื่อยยากซะที ตอนนี้สบายขึ้นอีกนิด เพราะเหลือมีดปักหลังแค่อันเดียวคือ สัมมนาทีจะต้องพรีเซนต์วันอังคารนี้ !!!! ตอนนี้เลยขอมาทำอะไร ไร้สาระบ้าๆบอๆก่อน 555+
     ก้ออย่างที่บอกตอนนี้เปนโหมดเมาท์ ก้อเพราะอยากเมาท์ แบบว่าตอนนี้มีเรื่องมากมายเต็มสมอง แต่ดีหน่อยที่ทั้งหมดไม่ใช่มรสุมชีวิต 555+
1.เมาท์เพื่อน :
    อย่างที่รู้กันดี(รึเปล่า ?)ว่าตอนนี้ใกล้ถึงวันเกิดเราแร้ว ทุกคืนก่อนวันเกิดเรียกว่าไม่ได้นอนเรยทีเดียว เพราะทั้งโทรสับ ทั้ง sms จะกริ๊งกร๊างๆ ตลอดทั้งคืน จนเมื่อเช้านี้ พอตื่นขึ้นมาก้อมี sms จากเพื่อนอักษรย่อ "จ." จิงๆไม่อยากจะบอกเรยเด๋วเค้าจะอาย ว่า "น้องจ."ที่ว่าเนี่ย ย่อมาจาก "เจ๊เบลอ" 555+  ..  แร้วเจ๊ก้อไม่ทำให้ผิดหวังจิงๆ เพราะ sms อันนั้นส่งมาอวยพรวันเกิดเรา จิงๆมันก้อไม่แปลกอะไรถ้าเผอิญว่าวันนี้เป็นวันเกิดเรา แต่จิงๆแร้วมันเร็วไปตั้ง 2 วันตะหาก !!! เราก้อเรยคิดในแง่ดีว่า น้องจ.คนนี้คงกลัวเราจะไม่เซอร์ไพร์ส เรยรีบส่งมาก่อน ซึ่งบอกได้เรยว่า มันทำเราเซอร์ไพร์สมากๆ
 
    จากเหตุการณืนี้เรยทำให้เรานึกถึงวันเกิดของเพื่อนคนนึง ที่เราก้อจำผิดไปก่อนวันนึง แต่เราไม่ได้ไปแสดงความหน้าแตกหรอกนะ คนอื่นๆต่างหากที่ทำ เพราะเวลามีคนมาถามเราเรื่องวันเกิดเค้า เราก้อบอกไปผิด(เร็วไปวันนึงอย่างที่เราเข้าใจ) เพื่อนคนอื่นๆเรยไปอวยพรมันเร็วกว่ากำหนด ส่วนเราก้อดันลืมเรยไม่ได้โทรไปวันนั้น เรยไปอวยพรวันถัดไปซึ่งเป็นวันที่ถูกต้องพอดี - แต่อย่างว่า ช้างตายทั้งตัวเอาใบบัวปิดไม่มิด เพราะตอนโทรไป เพื่อนที่เปนเจ้าของวันเกิดก้อเล่าให้เราฟังมาว่า มีเพื่อนโทรมาอวยพรผิดวันตั้ง 2 คน โดยพวกนั้นก้ออกว่า รู้มาจากเรา เจ้าของวันเกิดก้อเรยเล็งว่าจะด่าเราอยู่แต่เราดันลืมโทรไป มันก้อเรยงงๆว่า ทำไมตูจำผิด บอกคนอื่นผิด แต่โทรไปอวยพรถูกวันได้หว่า? .. สรุปก้อคือ เพื่อนสองคนที่มาถามเราเรยรับไปเต็มๆ 555+
2. เมาท์หมา :
    นี่ก้อเปนที่รู้กันดีเหมือนกันว่า ที่บ้านเรามีแกงค์สามหมาอยู่ ได้แก่ แอนนา ฝรั่ง ด่าง .. โดยเวลาทุกคนได้ยินชื่อ ก้อมักจะคิดว่า แอนนา คงเปนหมาพันธุ์ตัวเดียว แต่จิงๆทั้งหมดก้อเปน พันธุ์ข้างถนน ที่เปนลุกของด่างนั่นเอง
     พอรุ้อย่างนี้ คำถามที่ตามมาก้อคือ ชื่อของพวกมันว่าทำไช่อ แอนนา ล่ะ ? - ซึ่งคำตอบที่ถูกจิงๆก้อคือ เพราะ แอนนา คือชื่อของเพื่อนพีสาวที่พี่เรามันไม่ชอบหน้าที่สุด ก้อเรยเอามาตั้งชื่อหมาซะงั้น แต่หลายคนก้อชอบเดาไปต่างๆนาๆ โดยเฉพาะพวกผู้ชาย เช่น คิดว่ามาจากนางเอกหนังโป๊ที่ดังมากๆบ้างล่ะ คิดว่ามาจาก แอนนาแอนด์เดอะคิงส์มั่งล่ะ ก้อแร้วแต่ว่าจะคิดยังไง(จิงๆความคิดนี่ ส่อไปถึงนิสัยเรยนะนี่ 55+) แต่ที่ทำให้เราฮามากๆคือ น้องที่เราสอน เค้าคิดว่าที่เราตั้งชื่อหมาว่า แอนนา เพราะเราคงชอบเทนนิส เรยตั้งชื่อ นักเทนนิสหญิงที่เก่งมากๆ แอนนา 555+
     ส่วนอีกสองตัวก้อค่อนข้างจะตรงๆตัว คือ ด่าง เปนหมาลายจุด ส่วนฝรั่งก้อเปนหมาลายจุดเหมือนกัน แต่เปนจุดน้ำตาย และมีตาสีน้ำตาล พูดง่ายๆก้อคือต่างจากตัวอื่นๆ เรยได้ชื่อว่าฝรั่งนั่นเอง
 
29 giugno

คนสำคัญ .. ความหมายสำคัญ

 

squeeze

     .. นี่เปนผลงานที่เสียเวลาพักผ่อนตอนบ่ายขิงวันนี้ทำเชียวนะ - แน่นอนอย่าได้คิดว่า เราเย็บตุ๊กตาตัวนี้เองเรย(เหมือนอย่างที่ใครบางคนคิดไปแล้ว - -") ที่เราเก็บก้อคือ ไอตรงหมวกรับปริญญาเล็กๆนั่นแหละ .. เพื่อจะเอาไปเปนของขวัฐวันรับปริญญาของคนคนนึงที่มีความหมายกับเรา ในวันที่มีความหมายกับเค้าเช่นกัน ^^"

:: Congratulation ::

 

28 giugno

สิ่งที่ฉันเรียกว่ารัก

 
 
  
 
 
    ฉันนั้นรู้ตัวดี ว่าเคยเหลวไหลไม่ดีเท่าไร
คบเล่นๆลองๆ เผื่อใจหลายใจอย่างไง
ไม่เคยหยุดที่ใครคนไหน จนวันนี้ที่มันบังเอิญมารักเธอ

หรือว่าคิดระแวง และเธอนั้นยังไม่เคยมั่นใจ
แค่ฉันไม่มีเธอ ก็กลัวและคิดไปไกล
เข้าใจ แต่อยากให้ฟังไว้ อยากจะขอยืนยันกับเธออีกสักครั้ง

สิ่งที่ฉันเรียกว่ารัก นั้นคือรักจริง
บอกรักก็แปลว่ารักเธอหมดใจ
ไม่มีทางเหลียวมองใคร
ไม่ได้พูดแค่ปาก
คำว่ารักกำหนดมาจากใจฉัน
ถ้าเธอวันนี้ที่ไม่รู้ว่ารักมีจริง
และรักที่ทำให้คนเราเปลี่ยนแปลง ไม่ได้เป็นเพียงนิยาย
จะยอมแลกทุกอย่าง แค่ให้เธออยู่กับฉันเรื่อยไป

ฉันก็พบความจริง ว่าความหมายรักมันคืออาราย
และฉันไม่มีทางจะยอมสูญเสียเธอไป
ยากเย็ญกว่าจะถึงจุดหมาย
ก็จะไม่ทำตัวให้เธอต้องผิดหวัง

สิ่งที่ฉันเรียกว่ารัก นั้นคือรักจริง
บอกรักก็แปลว่ารักเธอหมดใจ
ไม่มีทางเหลียวมองใคร
ไม่ได้พูดแค่ปาก
คำว่ารักกำหนดมาจากใจฉัน
ถ้าเธอวันนี้ที่ไม่รู้ว่ารักมีจริง
และรักที่ทำให้คนเราเปลี่ยนแปลง ไม่ได้เป็นเพียงนิยาย
จะยอมแลกทุกอย่าง แค่ให้เธออยู่กับฉันเรื่อยไป

สิ่งที่ฉันเรียกว่ารัก นั้นคือรักจริง
บอกรักก็แปลว่ารักเธอหมดใจ
ไม่มีทางเหลียวมองใคร
ไม่ได้พูดแค่ปาก
คำว่ารักกำหนดมาจากใจฉัน
ถ้าเธอวันนี้ที่ไม่รู้ว่ารักมีจริง
และรักที่ทำให้คนเราเปลี่ยนแปลง ไม่ได้เป็นเพียงนิยาย
จะยอมแลกทุกอย่าง แค่ให้เธออยู่กับฉันเรื่อยไป
 
     
19 maggio

tripนี้ที่ เขาค้อ

 

 เริ่มต้นด้วยดอกแรก .. ดอกอะไรก้อไม่รู้ แต่เราชอบที่สุดเรยอ่ะ 

  P5180043

ต่อด้วยนี่เรย .. ดอกไมยราพ หายากมากกกก เพราะเราก้อเพิ่งเคยเหน

P5180046

 .. อันนี้ ดอกเข็ม คงจะรู้จักกันดี .. 

P5180059

 .. เฟื่องฟ้า ..

P5180076

.. ดอกไม่รู้อีกเช่นกัน 555+ ..

P5180097

ต่อไปเปน ตระกูล กุหลาบฮะ ..

P5180109

 

P5180114

 

P5180117

 

P5180118

 

P5180119

=^^=

 

     ... เพิ่งกลับมาจาก เขาค้อ ฮะ - ไปคกับทั่นพ่อ ทั่นแม่มา มีหน้าที่เปนช่างภาพ ถ่ายตลอด ตอนกิน เดิน เที่ยว ช้อป เอาหมด คุ้มค่าจ้าง 500(เอง -"-) เขาค้อ ช่วงนี้ไม่ใช่ฤดูเที่ยวเรยฮะ คนเรยค่อนข้างน้อย แต่อากาศก้อดีใช้ได้เรยอ่ะ ถ้าขึ้นมาตั้งแต่ตอนเช้าๆก้อคงได้เหน ทะเลหมอก เหมือนกัน(ขนาดเรามาตอนเที่ยงๆแร้ว อากาศยังเยนๆอ่ะ) แต่ทางขึ้นแบบว่าค่อนข้างโหดสำหรับรถกำลังน้อยๆอ่ะ - เจ้าเชฟฯเราก้อเกือบแย่เหมือนกัน แต่พอตอนขึ้นพระตำนักเขาค้อ ก้อต้องยอมแพ้ฮะ กำลังไม่พอจิงๆน่าเสียดายฮะ น่าเสียดาย T^T
 
 

14 maggio

เรื่องของ .. อนาคต

 
     เผลอแป้ปเดียวก้อเลยมาจนถึงกลางเดือน พ.ค. แร้ว - นั่นก้อหมายถึงว่า เวลาแห่งการพักผ่อนช่วงปิดเทอมก้อใกล้จะหมดลงเช่นกัน (หรออออ .. ทะมายเราเหนื้อยเหนื่อยวะ ? ยังกะยังไม่ได้พักเรยยย 55+) เทอมหน้าจะเจอไรมั่ง จะเปนยังไง จะต้องทำอะไร เปนเหมือนความจริงอันโหดร้ายที่ใกล้เข้ามาทุกที ทุกที .. ถึงตอนนี้ก้อเริ่มคิดถึงอนาคต จบแร้วจะทำไง จะทำอะไรต่อไปดี เรียนต่อดีไหม แร้วเรียนต่ออะไรดี รึจะทำงาน แร้วที่ไหนเค้าจะรับ ยิ่งคิดยิ่งเครียด แร้วก้อเศร้า แร้วก้อปลง แร้วก้อลืม(ซะงั้น) 555+
 
     วันนี้เนื่องจากว่า ฝนตกหนักมากๆๆๆๆๆ ก้อเรยไม่ได้ไปสอนน้อง กว่าจะออกจากบริษัทได้ก้อราวๆ 6 โมงเยน ก้อเรยกลับรถไฟฟ้า กลับมาที่รพ. ทันได้ดูหนังเรื่อง คนเหล็กภาค3 พอดี - เรื่องนี้ ที่บ้านเรามีวิดีโอด้วย เปนภาค1 และ ภาค2 ซึ่งเราวาสนุกมากๆเรยทั้งสองภาค เพิ่งรุ้ว่ามันมีภาค3 ก้อวันนี้แหละ ส่วนตัวเอกของเรื่องก้อแน่นอน ลุงอาโนว์ ชวาสเนกเกอร์ ทั้งสามภาคนั่นล่ะ ..
     มาถึงภาคนี้ เปนเรื่องตอนที่ พระเอกของเรื่อง(ตามเนื้อเรื่องคือ เค้าจะเปนหัวหน้ากลุ่มของมนุษย์ ที่จะไปทำสงครามกับหุ่นยนต์)เปนผู้ใหญ่ โดยคนเหล็กในตอนนี้ถูกส่งกลับมาเพื่อทำให้เค้า และ(คนที่จะเปน)ภรรยา(ในอนาคต)ของเขาอยู่รอด ส่วนตัวร้ายก้อเหมือนกับภาคสอง คือมนุษยเหล็กไหล แบบว่าเจ้าตัวนี้จะสามารถแปลงเปนอะไรก้อได้ทีมันสัมผัส แต่จะเด่นกว่าตอนที่สองตรงที่ ภาคนี้(ซึ่งเล่าถึงช่วงที่มีการใช้เทคโนโลยีมากขึ้นกว่าภาคก่อนๆ)จะมีการแฮ็คระบบข้อมูล แร้วก้อเปลี่ยนหุ่นยนต์ต่างๆให้กลายเปนพวกได้อย่างง่ายดาย(คล้ายๆเรื่องทรานส์ฟอร์มเมอร์ ที่เอาเหล็กแหย่ๆก้อแปลงร่างอ่ะ) - ซึ่งโดยรวมภาคนี้ถือว่า สนุกมากๆๆ คนที่เคยดูภาค1 ภาค2มารับรองไม่ผิดหวัง โดยเฉพาะตอนจบที่พระเอก กับนางเอกจะไปปิดระบบสกายเน็ต(ระบบที่เปนเหมือนไวรัส ที่จะทำให้หุ่นยนต์ทุกตัว ต่อต้านคำสั่งของมนุษย์ หรือก้อคือระบบที่จะเปนตัวจุดชนวนทุกอย่างนั่นเอง)ที่ฐานทัพของสหรัฐในแม็กซิโก ซึ่งมันหักมุมตรงที่ ไอฐานทัพนั้นมันไม่ใช่ที่ที่มีระบบสกายเน็ตบ้าบอ แต่เปนที่หลบภัยสำหรับบุคคลสำคัญที่จะปลอดภัยจากอาวุธต่างๆแม้กระทั่งระเบิดนิวเคลียร์ก้อตาม เรยทำให้พระเอกกับนางเอกรอดชีวิตจากสงครามนิวเคลียร์ อย่างที่คนเหล็กมันบอกไว้ตั้งแต่ต้นว่า ภารกิจของมันคือ ปกป้องพระเอกกับนางเอกให้มีชีวิตรอด ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงอดีตอย่างที่พระเอกจะทำ เพราะว่าอนาคตมันเปนสิ่งที่กำหนดไว้แร้วว
     .. ดูถึงตรงนั้นขนลุกเรย คนแต่งนี่คิดได้อ่ะ เก่งสุดๆ ชอบๆๆ - ตอนนี้เรยเริ่มคิดเข้าข้างตัวเอง ว่าบางทีอนาคตเราอาจจะถูกกำนดไว้แร้วก้อได้ แค่ปล่อยให้มันเปนไปตามทางของมัน ช้ววซ้า ~ 5555+
20 aprile

จิงจังไปไหม ? ..

 
     ... จนถึงวันนี้ เรียกเวลาก้อได้เดินมาครึ่งนึงของช่วงปิเทอมละ - แร้วก้อได้เวลาที่ต้องลงทะเบียนเทอมหน้าแร้วด้วยล่ะ - สำหรับปีสี่(ที่จะถึงนี้) วิชาบังคับมี 3 ตัวอ่า รวมแค่ 9 หน่วย ซึ่งทำให้ข้าพเจ้าว่างมากกกกกก แต่ก้อไม่สามารถลงอะไรๆที่อยากลงได้เช่นกัน อย่าง โยคะ ที่อยากลงหนักหนา ก้อดันมาอยู่วันพุธบ่าย ซึ่งตูมีเรียนวิชาเลือก(ที่กึ่งๆบังคับ) ก้อเรยลงไม่ได้อยู่ดี - so sad เหอะ T^T
 
     แถวตอนนี้ ตารางสอนอีเดียทมากๆ มีเรียนแค่ช่วบ่ายของทุกๆวันเท่านั้น เช้าสุดก้อมีอังคารกะพะหัด ตอนสิบโมง - ซึ่งตูต้องมามหาลัยแต่เช้า(7 โมง)ทุกวันอยู่แร้ว เพราะต้องมาพร้อมพ่อ .. สาดดดด แร้วตอนเช้าๆนี้ตูจาหาไรทำดีวะ? - รึจะอ่านหนังสือทบทวน ตั้งใจเรียน พยายามเก็บช้วนทิ้งทวน 55+ .. ชักจะเนิร์ทไปละตู เอิ๊กกส์ๆ
 
     อา .. พูดถึงสิ่งที่ทำตอนนี้มั่ง - เรื่องฝึกงาน ก้อมีความสุขดีเหมือนเคย งานก้อมีตลอดเหมือนเคย พี่ๆเพื่อนๆก้อน่ารัก(เหมือนเคย/ยังไงก้อหยั่งงั้น) เหอๆๆๆๆ .. วันก่อนได้คุยกะเพื่อนเก่าสมัยป.ปลายคนนึง เรยได้รู้ว่า ที่ที่เราฝึกงานตอนนี้สบายมั่กๆเมื่อเทียบกับของใครหลายๆคน เหอๆ เพราะฟังดูแร้วของมันถึกมากมาย เหนว่าทำงานจนปวดหลังกันเรยทีเดียว เหอๆๆ - เพราะฉะนั้น ตอนนี้ข้าพเจ้าเรยมีอะไรอะไรทำไปเรื่อยๆจนถึง 30 พ.ค. แระก้อจะเปิดเทอมทันทีในวันที่ 2 มิ.ย. โห ... เนิร์ทจิงๆกู - -"
 
     แร้วอีกเรื่อง .. ตอนนี้ไม่รู้เปนรัย รุสึกอยากเที่ยวมากๆๆ อยากเที่ยวแบบไปไกลๆเรย ไปเดิน ไปค้าง ไปเที่ยว เอาแบบเที่ยวให้ชุ่มปอดไปเรยยย - แต่ก้อติดปัญหานิดหน่อยตรงที่ว่า ..
1. ไม่รู้จะไปที่ไหน ?
2. ไม่รู้จาไปกะใคร ?(ไม่รู้จะมีใครไปด้วยไหม ?)
3. ไม่รู้จาไปยังไง ?
     อืมมม .. จบข่าว - -"
 
     .. เมื่อก่อนที่เคยบอกว่า ไม่ค่อยว่าง จนไม่มีเวลาที่จะทำให้คิดถึง ใครๆ แต่ตอนนี้คิดถึงเพื่อนมากๆๆๆ ทำให้นึกถึงการ์ตูนเล่มนึงที่เพิ่งอ่านไป - มันเปนเรื่อง ปิดเทอมใหญ่หัวใจว้าวุ่น ฉบับการ์ตูน ที่ยืมไอหยกมาอ่าน(กราบขอบพระคุณ) ซึ่งตอนที่เปนบทนำมันจะมีเขียนประมาณว่า "ปิดเทอม .. เวลาที่ใครหลายๆคนได้ทำอะไรใหม่ๆ มีเพื่อนใหม่ รักครั้งใหม่ บางคนสูงขึ้น บางคนผอมลง .. บลาๆๆๆ" - อ่านแร้วซึ้งดี .. แร้วก้ออยากให้เพื่อนๆรู้เหมือนกัน ว่าเราคิดถึง ตลอดเวลา ..